รู้หรือไม่?​ อีสานในอดีตเคยเป็นอาณาจักรของไดโนเสาร์

หลายร้อยล้านปีก่อน พื้นที่ที่เราเรียกว่า “ภาคอีสาน” ไม่ได้เป็นทุ่งนาแห้งแล้งหรือผืนดินสีแดงอย่างในปัจจุบัน หากแต่เป็นโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยป่าดึกดำบรรพ์ ทะเลสาบ และพื้นที่ชุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์ เสียงฝีเท้าหนักมหึมาของสัตว์ขนาดยักษ์ดังก้องอยู่ทั่วผืนแผ่นดิน ขณะที่นักล่าร่างใหญ่เฝ้าซุ่มอยู่ตามริมแหล่งน้ำ โลกในเวลานั้นคือ “อาณาจักรของไดโนเสาร์”

ไม่มีใครคาดคิดว่า ใต้ผืนดินของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย จะซ่อนเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตเมื่อร้อยล้านปีก่อนไว้เงียบงัน รอวันที่มนุษย์จะค้นพบ

ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกในช่วงมหายุคมีโซโซอิก หรือประมาณ 245–65 ล้านปีก่อน หลายคนมักจินตนาการว่าไดโนเสาร์คือสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ แต่แท้จริงแล้วพวกมันมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันอย่างมาก บางชนิดตัวใหญ่หนักกว่าร้อยตัน สูงเท่าตึกหลายชั้น ขณะที่บางชนิดมีขนาดเล็กกว่าไก่ บางสายพันธุ์เดินสี่ขา บางสายพันธุ์วิ่งด้วยสองขาหลัง บางชนิดกินพืชเป็นอาหาร ส่วนอีกหลายชนิดเป็นนักล่ากินเนื้อที่ดุร้าย

ตลอดช่วงเวลาหลายล้านปี ไดโนเสาร์วิวัฒนาการแตกแขนงออกเป็นสายพันธุ์มากมาย นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกค้นพบและจำแนกพวกมันแล้วหลายร้อยชนิด และยังเชื่อว่าอีกจำนวนมากยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผืนดิน รอการค้นพบในอนาคต

แม้ไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์ไปจากโลกนานแล้ว แต่พวกมันไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือ “ฟอสซิล” หรือซากดึกดำบรรพ์ที่กลายเป็นหลักฐานสำคัญให้มนุษย์ศึกษาเรื่องราวของโลกยุคโบราณ

เมื่อไดโนเสาร์ตายลง เนื้อหนังและอวัยวะอ่อนจะค่อย ๆ เน่าเปื่อย เหลือเพียงกระดูกและฟันที่ถูกโคลน ทราย และตะกอนทับถมเอาไว้ หากซากเหล่านั้นถูกฝังอย่างรวดเร็ว อากาศและแบคทีเรียจะไม่สามารถเข้าไปย่อยสลายได้ น้ำใต้ดินที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุจะค่อย ๆ ซึมเข้าไปแทนที่เนื้อกระดูกทีละน้อย จนท้ายที่สุด กระดูกเหล่านั้นกลายเป็นหิน

บางครั้งธรรมชาติยังเก็บรายละเอียดเอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นรอยผิวหนัง รอยเท้า มูลฟอสซิล หรือแม้แต่ไข่และตัวอ่อนของไดโนเสาร์ หลักฐานเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจวิถีชีวิตของสัตว์ดึกดำบรรพ์ได้มากขึ้น ทั้งวิธีการเดิน การล่า การอยู่รวมกันเป็นฝูง ไปจนถึงการเลี้ยงดูลูกอ่อน

กว่าฟอสซิลจะปรากฏให้มนุษย์เห็น ต้องใช้เวลาอีกหลายล้านปี ชั้นหินที่ทับถมกันอยู่ใต้พื้นโลกค่อย ๆ ถูกยกตัวขึ้น ก่อนถูกกัดเซาะด้วยแดด ฝน ลม และสายน้ำ จนชั้นหินที่ซ่อนฟอสซิลไว้เผยตัวออกมา

และหนึ่งในสถานที่ที่ธรรมชาติเปิดเผยความลับเหล่านี้ออกมาได้ดีที่สุด ก็คือ “ภาคอีสานของประเทศไทย”

นักบรรพชีวินวิทยาเชื่อว่า ในอดีตภาคอีสานเคยเป็นพื้นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ มีแหล่งน้ำและพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดำรงชีวิตของไดโนเสาร์นานาชนิด ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังมีชั้นหินตะกอนสีแดงจำนวนมหาศาล ซึ่งเปรียบเสมือน “ตู้เซฟธรรมชาติ” ที่ช่วยเก็บรักษาซากสิ่งมีชีวิตเอาไว้ใต้ดินเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี

ชั้นหินเหล่านี้เรียกว่า “กลุ่มหินโคราช” กระจายตัวอยู่ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณภูเวียง ภูพาน และภูหลวง ซึ่งกลายเป็นแหล่งค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์สำคัญของประเทศไทย

ที่น่าสนใจคือ ภูมิประเทศของอีสานยังเอื้อต่อการค้นพบฟอสซิลมากกว่าหลายภูมิภาคของประเทศ ในขณะที่บางพื้นที่มีรอยเลื่อนของแผ่นดินจนทำให้ชั้นหินเสียหายหรือจมลึกลงไป แม่น้ำและลำธารในภาคอีสานกลับช่วยกัดเซาะชั้นหินออกทีละน้อย เผยให้เห็นร่องรอยของโลกดึกดำบรรพ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน

การค้นพบไดโนเสาร์ในประเทศไทยเริ่มได้รับความสนใจอย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2519 หลังมีการพบกระดูกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ในเวลานั้นนักวิทยาศาสตร์ทราบเพียงว่า มันเป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดกินพืช คอยาว หางยาว เดินสี่ขา และมีความยาวราว 15 เมตร

หลังจากนั้น การสำรวจโดยคณะนักวิจัยไทยและต่างประเทศก็เริ่มเข้มข้นขึ้น มีการค้นพบฟอสซิลใหม่จำนวนมากในหลายจังหวัดของภาคอีสาน จนประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในแหล่งศึกษาฟอสซิลไดโนเสาร์ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หนึ่งในการค้นพบที่สำคัญที่สุด คือไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยชื่อ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus Sirindhornae) ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวขนาดใหญ่ที่ได้รับพระราชทานชื่อเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รวมถึง สยามโมซอรัส สุธีธรนิ (Siamosaurus Suteethorni) ไดโนเสาร์กินเนื้อสายพันธุ์สำคัญที่ค้นพบในประเทศไทยเช่นกัน

การค้นพบเหล่านี้ทำให้พื้นที่ภูเวียงได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ และกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านไดโนเสาร์แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจุบัน ประเทศไทยค้นพบไดโนเสาร์แล้วอย่างเป็นทางการรวม 14 สายพันธุ์ และล่าสุดในปีพ.ศ. 2569 ทีมนักบรรพชีวินวิทยาไทยและนานาชาติได้ประกาศการค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ชื่อ นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส (Nagatitan Chaiyaphumensis)

ฟอสซิลถูกค้นพบในจังหวัดชัยภูมิ นับเป็นไดโนเสาร์คอยาวขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในประเทศไทย และถือเป็นหนึ่งในการค้นพบสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไดโนเสาร์ชนิดนี้มีความยาวประมาณ 27 เมตร น้ำหนักราว 26 ตัน มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 100-120 ล้านปีก่อนในยุคครีเทเชียส

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ระบุว่า ทีมวิจัยได้ขนานนาม “นาคาไททัน” ว่าเป็น “ไททันตัวสุดท้าย” ของประเทศไทย เนื่องจากฟอสซิลดังกล่าวถูกค้นพบในชั้นหินที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ของไทย โดยชั้นหินในช่วงปลายยุคไดโนเสาร์มักพบซากดึกดำบรรพ์ได้น้อย เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ในเวลานั้นกลายสภาพเป็นทะเลตื้น ด้วยเหตุนี้ นาคาไททันจึงอาจเป็นหนึ่งในไดโนเสาร์ซอโรพอดขนาดใหญ่กลุ่มสุดท้ายที่เคยอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทุกวันนี้ แม้โลกของไดโนเสาร์จะสูญหายไปนานแล้ว แต่เรื่องราวของพวกมันยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ใต้ชั้นหินสีแดงของภาคอีสาน ทุกครั้งที่นักวิทยาศาสตร์ขุดพบกระดูกสักชิ้น รอยเท้าสักรอย หรือฟอสซิลเพียงเศษเล็ก ๆ นั่นอาจหมายถึงการเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของโลกใบนี้

และบางที ใต้พื้นดินที่เราเหยียบยืนอยู่ในวันนี้ อาจยังมีความลับจากโลกดึกดำบรรพ์อีกมากมาย ที่กำลังรอให้ใครสักคนค้นพบมันอีกครั้ง

ที่มา: 

https://www.dmr.go.th/%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99/%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B9%8C-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C

https://www.finearts.go.th/nakhonphanomlibrary/view/12441-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

https://www.bbc.com/thai/articles/cy92nqn1827o

https://www.silpa-mag.com/history/article_148476

https://www.thaipbs.or.th/news/content/505913

https://www.facebook.com/share/p/1aXB5VbFwf

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *